บทความดีดี : มหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อความยั่งยืน

หน้าแรก >> บทความดีดี : มหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อความยั่งยืน


มหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อความยั่งยืน  

หนึ่งร้อยกว่าปีก่อนยังมีมหาเศรษฐีผู้หนึ่ง ที่มีความร่ำรวยที่สุดของสหรัฐฯชื่อว่า “แอนดรูว์ คาเนกี้” โดยเริ่มต้นมาจากชีวิตที่ยากจนข้นแค้น ขาดโอกาสถึงขนาดต้องหาความรู้ด้วยการเดินทางไปอ่านหนังสือตามห้องสมุดสาธารณะ หรือไม่ก็ไปขออาศัยอ่านหนังสือตามบ้านเพื่อน และจากการมุ่งมั่นรักการเรียนนั้นเอง จึงมีผลทำให้เขานำเอาความรู้ต่างๆที่สั่งสมมาสร้างฐานะจนได้กลายเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลก

เนื่องจากคาเนกี้เล็งเห็นถึงคุณค่าของความรู้ เขาจึงบริจาคเงินสร้างมหาวิทยาลัยและยังได้บริจาคเงินเพื่อให้นำไปสร้างหอสมุดมากกว่าสามพันแห่งทั่วสหรัฐฯอีกด้วย!!!

และเนื่องจากแอนดรูว์ คาเนกี้ รักที่จะเป็นผู้ให้ โดยในปี ค.ศ. 1911 เขาได้บริจาคเงินถึง 90% ของเขา เพื่อการกุศลและยังได้ก่อตั้ง

“มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน” (Carnegie Mellon University) ซึ่งได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของโลกและมหาวิทยาลัยนี้ได้ขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆอีกด้วย

ขณะนี้มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน มีสาขาตั้งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และที่ผ่านมามีชาวไต้หวัน คนหนึ่งชื่อว่า “Kai-Fu Lee” เป็นผู้ที่ได้รับอานิสงค์จากสถาบันแห่งนี้ เพราะหลังจากที่เขาจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ทางด้านคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียแล้ว เขาก็ได้เข้าไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก แขนงคอมพิวเตอร์ ณ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน กรุงลอนดอน และขณะนี้เขาได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) คนหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

โดยขณะนี้ Kai-Fu Lee ได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศจีน ทำงานอุทิศตนช่วยเหลือคนหนุ่มสาวในด้านให้การศึกษาและยังช่วยพัฒนาด้านเทคโนโลยีของจีนที่กำลังจะก้าวแซงขึ้นหน้าไปเรื่อยๆสหรัฐฯอีกด้วย

คราวนี้ผมขอเขียนโยงมาถึงเรื่องราวของ “ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์” ผู้ก่อตั้ง“มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่” โดยท่านดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มานานกว่า 22 ปี ที่ผมร่วมทำงานกับท่านเกือบสิบปีที่ผ่านมา ก่อนที่ผมจะเดินทางมาทำธุรกิจส่วนตัวชั่วคราวในสหรัฐฯ ที่ท่านได้เล็งเห็นและตระหนักถึงคุณค่าการศึกษา เนื่องจากท่านได้รับการปลูกฝังจากพี่สาวของท่านตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อครั้งสมัยที่ครอบครัวของท่านยังมีฐานะไม่ค่อยดีนัก โดยพี่สาวของท่านเป็นผู้ส่งเสียให้ท่านเรียนจนจบการศึกษาระดับมัธยมที่เมืองเชียงใหม่ เรื่อยไปจนกระทั่งท่านเดินทางไปศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านวิศวกรรมการก่อสร้าง

และภายหลังที่ท่านจบการศึกษาแล้ว ท่านได้ขยันหมั่นเพียรทุ่มเททำงานนานกว่าสี่สิบปีด้านวิศวกรรมก่อสร้างจนกระทั่งประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก และถึงแม้ว่าท่านอาจจะไม่ร่ำรวยเทียบเท่ากับระดับมหาเศรษฐีเช่นเดียวกับ “แอนดรูว์ คาเนกี้” ก็ตาม แต่จิตใจของท่านก็เต็มเปี่ยมไปด้วยการเป็นผู้ให้ด้วยเช่นเดียวกัน!!!

และเมื่อท่านอายุ 58 ปี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ตัดสินใจย้ายกลับไปยังบ้านเกิดของท่านที่เมืองเชียงใหม่ และได้นำเงินที่ท่านเก็บสะสมเอาไว้มาก่อตั้ง “มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่”  โดยท่านได้รับการสนับสนุนจากศรีภรรยา “ท่านอาจารย์ชฎิลรัตน์ อัศววิวัฒน์พงศ์” เป็นอย่างดี

อนึ่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เริ่มต้นขึ้นจากจำนวนนักศึกษาเพียง 168 คนเท่านั้น และตอนนั้นก็มีสถานะเป็นวิทยาลัย แต่ภายในระยะเวลาแค่เพียงสี่ปี ท่านอธิการบดีก็เร่งรุดพัฒนาจนได้รับการรับรองวิทยฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย!!!

เนื่องจากท่านอธิการบดีขาดทรัพยากรบุคคลในระยะเริ่มแรก ท่านจึงได้เรียกลูกสาวและลูกชายของท่านขณะที่กำลังศึกษาระดับในปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐฯให้เดินทางกลับไปช่วยงาน

และขณะที่มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนขณะนี้นักศึกษากว่าสองพันคน รวมทั้งมีคณาจารย์เพิ่มขึ้นกว่าสองร้อยคน และเนื่องจากสถาบันการศึกษาของประเทศไทย รัฐบาลมิได้ส่งเสริมช่วยเหลือมหาวิทยาลัยเอกชนเหมือนกับมหาวิทยาลัยของรัฐ ท่านอธิการบดีเล็งเห็นว่าเพื่อความอยู่รอด ท่านจึงได้ขอร้องให้ลูกๆของท่านทั้งสี่คนรวมทั้งภรรยาของท่านหารายได้มาแบ่งเบาภาระ เนื่องจากรายได้จากค่าเล่าเรียนที่เก็บจากนักศึกษาไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายก้อนโตทุกๆเดือน!!!

ดังนั้นลูกสาวของท่านอธิการบดีสองคนจึงประจำอยู่ที่โรงงานในกรุงเทพฯ ทำหน้าที่บริหารธุรกิจจึงมีผลทำให้ท่านอธิการบดีมักจะต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-เชียงใหม่, เชียงใหม่-กรุงเทพฯอยู่เป็นประจำ เพื่อไปช่วยเหลือให้คำปรึกษาแก่ธิดาทั้งสองของท่าน

ส่วนลูกสาวคนโต “รองอธิการบดีชุติมา ชวสินธุ์”นั้น ที่ผ่านมาท่านอธิการบดีได้ฝึกฝนเสนอแนะให้ความรู้ทางด้านการบริหารมหาวิทยาลัยมายาวนานกว่ายี่สิบปี จนขณะนี้มีความช่ำชองเชี่ยวชาญ และขณะนี้รองอธิการบดีชุติมา ชวสินธุ์ ก็กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับ “ผู้ช่วยรองอธิการบดีอาจารย์ชินวร ชวสินธุ์” ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัวก็ได้เปิดธุรกิจด้านวัสดุก่อสร้างทุกๆประเภทที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัย และยังต้องรับผิดชอบ “สวน 4G” ซึ่งเป็นสวนพืชผักออร์แกนิค ในเนื้อหนึ่งร้อยไร่ที่ตั้งติดกับหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

ทางด้าน “ท่านรองอธิการบดีชฎิลรัตน์ อัศววิวัฒน์วงศ์” หรือที่พวกเราเรียกท่านว่า “อาจารย์แม่”ทำหน้าที่ผู้บริหารอยู่ที่ “โรงเรียนชินวร”กรุงเทพฯ โดยเปิดให้มีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ซึ่งจะเห็นได้ว่าครอบครัวชวสินธุ์ทำงานกันแบบทีมเวิร์ค โดยมีเป้าหมายแนวเดียวกัน เพื่อธำรงไว้ให้ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เป็นสถาบันการศึกษาที่มียั่งยืนและมีความอบอุ่นต่อบรรดานักศึกษาแบบลูกๆหลานๆ

อีกทั้งการรักษาประเพณีอันดีงามทางด้านศาสนาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด  ยกตัวอย่างเช่น “วันสถาปนามหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่” ของทุกๆปีจะจัดให้มีพิธีทำบุญตักบาตร โดยท่านอธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ต้องการให้บุคลากรและลูกๆหลานๆนักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการทำบุญ และท่านยังมอบทุนการศึกษา อาทิเช่น เมื่อสามปีก่อน เมื่อเสร็จจากพิธีทำบุญตักบาตรแล้วครอบครัวชวสินธุ์ก็ได้มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในระดับประถมศึกษาของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ในเขตอำเภอหางดง และ อำเภอสันป่าตอง รวม  22 แห่ง จำนวนเด็กๆที่ได้รับทุนมีทั้งหมด  48 คนด้วยกัน

สำหรับประเพณีวันไหว้ครูนับว่าเป็นพิธีกรรมที่แสนอบอุ่นน่าเลื่อมใสที่ประเทศไทยของเราสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยท่านอธิการบดีดร.ณรงค์ ต้องการให้ศิษย์แสดงความเคารพต่อเหล่าคณาจารย์ด้วยความสำนึกในพระคุณที่เป็นผู้ให้ความรู้ ซึ่งนักศึกษาก็จะนำดอกไม้ ธูป เทียนไปกราบอาจารย์

และในวันที่ 20 กรกฎาคม 2023 นี้ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ก็ยังได้จัดให้มี “พิธีน้อมวันทาบูรพาคณาจารย์”

สำหรับโอวาทในพิธีดังกล่าวในปีนี้ ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “ผมรู้สึกภาคภูมิใจและซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่บรรดานักศึกษาที่เปรียบเสมือนลูกๆหลานๆทั้งหลายได้มาร่วมประกอบพิธีไหว้ครู ที่ถือว่ามีความสำคัญต่อชีวิตของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ รั้วชมพูเหลือง หัวใจอินทรี”

และท่านอธิการบดีฯได้กล่าวต่อไปว่า “พิธีไหว้ครูจัดขึ้น ก็เพื่อต้องการให้ศิษย์ได้แสดงความกตัญญูกตเวที แสดงความเคารพ ยอมรับนับถือต่อครูบาอาจารย์ว่า ท่านเป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยคุณธรรมและความรู้ และศิษย์ก็มีฐานะเป็นผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการ”

ในตอนท้ายท่านอธิการบดีฯยังได้ให้โอวาทต่อไปอีกว่า “ขอให้นักศึกษาทุกคนมีความมุ่งมั่นในการศึกษาเล่าเรียนด้วยความมุมานะ อดทน ประพฤติตนเป็นคนดี มีวินัย ซื่อตรง ขยัน และเที่ยงธรรม”

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการที่ผมมักจะหยิบยกนำเอาเรื่องราวของ “มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่” มานำเสนอให้แฟนคลับท่านผู้อ่านได้รับทราบบ่อยๆครั้ง เนื่องจากผมมีความรู้สึกว่าการที่ใครสักคนที่มีทุกอย่างเพรียบพร้อมและมิต้องทำอะไรก็มีความสุขสบายภายในครอบครัวแล้วก็ตาม แต่กลับปรากฏว่า “ท่านอธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์”เล็งเห็นว่าการให้ความรู้แก่เยาวชน แม้จะมีใครๆคัดค้านว่าเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถทำเงิน แต่ท่านกลับไม่หยุดยั้งความปรารถนาดีที่ท่านมีต่อเด็กๆเยาวชน จึงเป็นผลให้ผมเคารพและเลื่อมใสต่อท่านและครอบครัวที่ทุกๆท่านล้วนแล้วแต่มีอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นร่วมกันจับมือประคับประคอง เพื่อต้องการที่จะทำให้สถาบันการศึกษาที่แสนอบอุ่นแห่งนี้เกิดความยั่งยืนต่อไปตราบนานเท่านาน

และสุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบคุณบุคลากรหลายๆท่านที่ได้ช่วยเหลือแบ่งปันข้อมูลสำหรับบทความนี้อันได้แก่ “ผ.อ.สมเกียรติ คำสุข” ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี , “นางสาวรุ่งทิวา เต็มแว่น”รองผู้อำนวยการสำนักกิจการนักศึกษา, “คุณอุมาพร เสียงสูง” รองหัวหน้าศูนย์สื่อสารองค์กร และ “คุณจุลกาญจน์ เกษมทรัพย์” เลขานุการท่านอธิการบดี มา ณ ที่นี้ด้วยละครับ.

Cr. ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย  ที่ปรึกษาอธิการบดี ม.นอร์ท-เชียงใหม่

มหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อความยั่งยืน - Siam Media - สยามมีเดีย


ผู้ประกาศข่าว : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มนช. ประกาศข่าวเมื่อ : 25 กรกฏาคม 2566
×
| |