บทความดีดี "ประเพณีที่แสนสวยงามแบบ ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน"

หน้าแรก >> บทความดีดี "ประเพณีที่แสนสวยงามแบบ ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน"


ประเพณีที่แสนสวยงามแบบ ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

บุคลากรผู้เข้าร่วมในวันประชุมใหญ่ประจำปี 2566 ของมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

ศูนย์ประชุมนานาชาติอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่”

แม้ว่าขณะนี้ผมจะอยู่ห่างไกลคนจะซีกโลกกับสถาบันที่ผมใช้เวลาทำงานนานถึงสิบปีที่ช่างมีความอบอุ่น และเมื่อผมเสร็จสิ้นจากภารกิจในสหรัฐฯแล้ว ผมก็อยากจะกลับไปทำงานต่อในทันที โดยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์”ผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่” มีเมตตาเปิดโอกาสให้ผมทำงานแบบเสรีได้อย่างเต็มที่แต่ผมได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตามตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ณ สถาบันการศึกษาแห่งนี้ได้มีประเพณีประจำปีที่แสนเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความรัก ความสามัคคี และ ความอบอุ่นหลายๆอย่าง โดยบทความสัปดาห์นี้ผมใคร่ขอยกตัวอย่างมากล่าวเพียงสามประเพณีด้วยกัน!!!

ใน วันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ จะจัดให้มีงานเฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่ โดยท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ เป็นผู้ที่มีจิตกุศล มีใจเมตตา มีแต่ให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ให้แก่คณาจารย์และบุคลากรทั้งหมดราวสองร้อยคน ในงานจะเลี้ยงอาหารแบบโต๊ะจีน มีการแจกรางวัลให้กับทุกๆคน มีรายการแสดงต่างๆหลากหลาย ซึ่งทุกๆอย่างฟรีตลอดรายการ

แต่ยังมีอีกรายการหนึ่งเป็นจุดไฮไลท์ของงานที่ทุกๆคนต่างเฝ้าคอยนั่นก็คือ ครอบครัวชวสินธุ์”ของท่านอธิการฯจะจัดให้มีการจับฉลากสร้อยคอทองคำหลายๆเส้น นอกเหนือจากที่ท่านจะแจกเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่ร่วมทำงานในมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ติดต่อกันมานานสิบปี โดยจะมีสิทธิ์จะได้รับสร้อยทองคำทุกๆคน

และตั้งแต่ผมเข้าไปร่วมในงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มาหลายครั้งหลายครา ผมสังเกตเห็นว่าผู้โชคดีที่จับฉลากได้รับรางวัลสร้อยคอทองคำส่วนใหญ่มักจะเป็นแม่บ้านทำความสะอาด คนขับรถและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย!!!

ส่วนประเพณีหลักของมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ที่ประทับอยู่ในใจของผมไม่เคยลืมอีกประเพณีหนึ่งก็คือ วันสถาปนามหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่” โดยเริ่มต้นพิธีในตอนเช้าด้วยการจัดให้นักศึกษาและบุคคลากรได้ร่วมกันทำบุญตักบาตร ตามต่อด้วยพิธีทางศาสนา หลังจากนั้น ท่านอธิการบดีก็จะทำพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่มาจากโรงเรียนต่างๆตามมาด้วยการรับประทานอาหารร่วมกัน

และเนื่องจากท่านอธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ มีความเพรียบพร้อมรอบด้านแล้ว ฉนั้นการที่ท่านมีจิตใจเป็นผู้ให้จึงไม่แปลก เพราะท่านบอกกับผมเสมอๆว่าเป็นการสะสมผลบุญ!!!

การที่ท่านอธิการฯ และ รองอธิการบดีชฎิลรัตน์ อัศววิวัฒน์พงศ์” หรือที่พวกเรามักจะเรียกท่านว่า อาจารย์แม่” นำเอาเงินที่ท่านทั้งสองสะสมมาก่อตั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นท่านอธิการประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจเมื่อวัย58 ปี แต่แทนที่จะเกษียณอายุพักผ่อนใช้เงินที่ท่านหามาอย่างสบายๆหลังจากที่ท่านตัดสินใจเดินทางจากกรุงเทพฯกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยท่านเล่าว่าท่านทนไม่ได้ที่จะพักใช้ชีวิตอย่างสบายๆ เพราะท่านมีความมุ่งมั่นอยู่ในใจของท่านตลอดมาว่า ท่านต้องการที่จะมอบโอกาสให้แก่เยาวชนในบ้านเกิดของท่านให้พวกเขาได้มีโอกาสทางด้านการศึกษาทั้งๆที่ท่านอธิการบดีไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารมหาวิทยาลัยมาก่อนแต่ท่านรับการท้าทาย!!!

และสิ่งที่น่าทึ่งก็คือ บรรดาตัวอาคารที่ตั้งเรียงรายในเนื้อที่ร้อยกว่าไร่ ท่านอธิการบดีกำกับการออกแบบ คำนวณ และควบคุมการก่อสร้างด้วยตัวท่านเองตั้งแต่รากฐานเรื่อยไปจนถึงหลังคาโดยท่านร่วมคิดและเสนอในสิ่งที่ท่านต้องการในทุกๆอาคาร แต่ก็ไม่แปลกแต่อย่างใดเนื่องจากท่านเป็นวิศวกรทางด้านโครงสร้าง ท่านจึงเป็นผู้วางแผนในการก่อสร้างแบบมองการณ์ไกลที่ได้ยึดเอาความปลอดภัยเป็นหลัก แม้กระทั่งหอประชุมใหญ่ท่านก็กำกับการออกแบบด้วยเช่นกัน และท่านได้ตั้งชื่อหอประชุมแห่งนี้ว่า ศูนย์ประชุมนานาชาติอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่”

แต่ที่น่าประทับใจไปยิ่งกว่านั้นก็คือ ในช่วงก่อสร้างมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ท่านอธิการบดีได้ตัดสินใจก่อสร้างอาคารหลังเล็กๆขึ้นมาหลังหนึ่งที่ท่านใช้เป็นที่พักอาศัย และตอนนี้ท่านก็ยังคงพำนักอาศัยอยู่ ณ บ้านเล็กๆหลังนั้น โดยครั้งหนึ่งผมได้พูดหยอกท่านเล่นว่า ทำไมท่านไม่สร้างบ้านหลังใหญ่ๆเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งท่านอธิการบดีก็หัวเราะและตอบกลับผมมาว่า “ผมมีหอประชุมของมหาวิทยาลัยใหญ่โตอยู่แล้ว หากต้องการจะนอนในบ้านหลังใหญ่ๆ ก็เพียงแต่ไปกางมุ้งนอนอยู่ในหอประชุมแค่นั้น”

ทำให้ผมเล็งเห็นได้ว่า ท่านอธิการบดีเป็นคนติดดิน ท่านไม่สนใจเรื่องของนอกกาย และเหนือสิ่งอื่นใดท่านมีความสุขในการที่เป็นผู้ให้

ทั้งนี้การมีจิตกุศลไม่เพียงแต่ท่านอธิการบดีเพียงคนเดียว แต่ครอบครัวของท่านทุกๆคนล้วนแล้วแต่มีอุปนิสัยเหมือนกันทุกๆคน

คราวนี้ผมขอวกมาพูดถึงประเพณีสำคัญอีกประเพณีหนึ่งที่ปีนี้ผมพลาดการเข้าร่วมในพิธี ที่ได้จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน นั่นก็คือ วันประชุมใหญ่ประจำปี 2566 ของมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่”โดยในงานจะมีรายการต่างๆตลอดทั้งวันและได้เชิญ ผศ.ดร.ร่มเย็น โกศัยานนท์” ผู้มีประสบการณ์หลากหลายอาชีพมาเป็นวิทยากรและขณะนี้วิทยากรท่านนี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ “Southeast Asian Ministers of Education Organization” รวมทั้งมีการรับประทานอาหารร่วมกันที่ฟรีตลอดรายการอีกด้วยเช่นกัน

อธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์” และ “รองอธิการบดี ชุติมา ชวสินธุ์“มอบของที่ระลึกให้กับ “ผศ.ดร.ร่มเย็น โกศัยานนท์” (วิทยากร)ผู้อำนวยการศูนย์ Southeast Asian Ministers of Education Organization

โดยปกติแล้วในพิธีดังกล่าว มักจะเป็นวันที่ผมจะมีโอกาสเดินทักทายสร้างความสัมพันธ์สนิทสนมให้ใกล้ชิดกับบุคลากรทุกๆคน

โดยในงานมีไฮไลน์หนึ่งก็คือ การกล่าวโอวาทของอธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ โดยท่านจะโฟกัสพูดถึงผลงานต่างๆที่เกิดขึ้นในรอบปีและวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อน มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ให้เป็นสถาบันการศึกษาที่มีความยั่งยืน

และถึงแม้ว่าปีนี้ผมจะไม่อยู่ในงานก็ตาม แต่ผมก็มีโอกาสได้รับทราบเนื้อหาสาระของการกล่าวโอวาทของท่านอธิการบดีในงานปีนี้ เพราะ ผ.อ.สมเกียรติ คำสุข”ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี เสียสละเวลาจัดส่งข้อมูลมาให้ และต้องขอขอบคุณ คุณอุมาพร เสียงสูง”รองหัวหน้าศูนย์สื่อสารองค์กรที่ช่วยจัดส่งภาพประกอบของบทความในฉบับนี้ให้กับผม

สำหรับหัวข้อคำให้โอวาทเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2023 ของท่านอธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ก็คือ การทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข”

โดยท่านอธิการบดีฯได้ให้คำจำกัดความของ ความสุข” เอาไว้ว่า ความสุขนั้น เราสามารถสร้างขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขใดๆ ไม่ต้องรอใคร และความสุขก็เป็นทักษะที่เราสามารถ “ฝึก”ได้เอง เมื่อมองโลกในแง่บวก”

 

ทั้งนี้ท่านอธิการบดีฯยังได้กล่าวย้ำเรื่องการสร้างความสุขได้โดยยึดหลัก 6 ข้อ นั่นก็คือ อย่าคิดและพูดในทางลบ อย่าคิดเอาเอง อย่าโทษคนอื่น ลดทิฐิ เพิ่มสติ และมีเมตตา

โดยท่านได้นำข้อคิดดีๆที่ท่านได้เก็บสะสมเอาไว้มาสอนต่อให้กับบรรดานักศึกษาที่ท่านอธิการบดีฯและคณาจารย์ให้ความรัก ดูแล เอาใจใส่เหมือนลูกๆหลานๆ เพื่อให้พวกเขาได้ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างคิดลบและคิดบวก!!!

ในกรณีคิดลบนั้นท่านกล่าวสอนว่า คนคิดลบมักจะเห็นทุกอย่างเป็นอุปสรรค กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวความล้มเหลว โฟกัสแต่จุดด้อย อ่อนไหวต่อคำนินทา ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ จมอยู่กับอดีต และในที่สุดชีวิตก็ไม่พบเจอกับความสุข

สำหรับการคิดบวกก็คือ ไม่คิดร้ายกับใคร ไม่พูดใส่ร้ายใคร ไม่ทำอะไรให้ใครเสียหาย และท่านได้โฟกัสถึงนิยามของเรื่องนี้ว่า สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดคือ ใจของคน สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดก็คือ ปากของคน เอาปัญหาเป็นโอกาส  ทุกอย่างเป็นของท้าทาย กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะเรียนรู้  รู้จุดเด่นของตัวเอง ไม่สนใจคำนินทา อยู่กับคนคิดบวกก็จะทำให้เราสบายใจ ทำให้เรามีพลัง อยู่กับปัจจุบัน และมีความสุขในทุกๆวัน

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นจากบทความสัปดาห์นี้ท่านผู้อ่านคงจะรับทราบแล้วว่าเพราะเหตุใด?และเพราะอะไร? ที่ถึงแม้ว่าผมจะเดินทางกลับมาทำภารกิจที่นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกานานเกือบสองปีแล้วก็ตาม แต่ไม่มีวันไหนเลยที่ผมจะเลิกคิดถึงที่ทำงานของผม สืบเนื่องมาจากผมโชคดีมีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านอธิการบดีที่เป็นไอดอลของผมแถมทำงานแบบมีความสุขในทุกๆวันกับผู้ให้และผู้คิดบวกอย่าง “อธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์” ละครับ.

http://live.siammedia.org/index.php/article/bankhao-banrao/107709

Cr. ดร.วิวัฒน์  เศรษฐช่วย  ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่


ผู้ประกาศข่าว : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มนช. ประกาศข่าวเมื่อ : 29 มิถุนายน 2566
×
| |