บทความดีดี : ความทรงจำที่มิมีวันลืม โดย ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย  ที่ปรึกษาอธิการบดี

หน้าแรก >> บทความดีดี : ความทรงจำที่มิมีวันลืม โดย ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย  ที่ปรึกษาอธิการบดี


ความทรงจำที่มิมีวันลืม 

     เนื่องจากเดือนนี้พี่น้องชาวไทยยังคงถือเป็น “วันพ่อ”เพราะพวกเรายังคงรำลึกนึกถึง พ่อหลวงของเรามิเสื่อมคลาย ฉะนั้นบทความฉบับนี้ผมขออนุญาตถ่ายทอดความรู้สึกที่โชคดีมีโอกาสได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จเยือน นครลอสแอนเจลิส เมื่อปีค.ศ. 1967 และยังมีบุคคลสองท่านที่ผมให้ความนับถือเป็นอย่างสูง ที่ท่านทั้งสองได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงใช้ทรงงานเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษา

และผมใคร่ขอเสนอเรื่องราวของบุคคลสองท่านที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่วงการศึกษาที่ตอบสนองต่อปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช รัชกาลที่ 9   ที่พวกเราชาวไทยมักจะเรียกพระองค์ท่านติดปากกันเรื่อยมาว่า “พ่อหลวง”

ผมซึ่งเป็นผู้โชคดีอีกหนึ่งคนที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่ผมอยู่ในวัยหนุ่มกระเตาะรูปร่างผอมๆ เดินทางจากบ้านนอกเข้าร่วมกับนักศึกษาไทยราวๆห้าร้อยกว่าคน ณ นครลอสแอนเจลิส  ตอนที่พ่อหลวงของเราเสด็จประภาสเยี่ยมสังคมไทย โดยตอนนั้นผมเพิ่งเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี ที่ มหาวิทยาลัยเปปเปอร์ไดน์

บรรยากาศในวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถสิริกิตติ์ ทรงมีพระเมตตาพบปะคนไทยที่พวกเราจัดแถวเป็นกลุ่มๆละสิบคน ทะยอยกันเข้าเฝ้าพ่อหลวง ซึ่งผมทราบภายหลังว่า มีคนไทยเกือบทั้งหมดที่พักอาศัยอยู่ในนครลอสแอนเจลิส และยังมีคนไทยที่เดินทางมาจากเมืองใกล้เคียงหลั่งไหลกันมาเข้าเฝ้าพระองค์ท่านทั้งสอง!!!

บรรยากาศในวันนั้นพ่อหลวงทรงตรัสถามพวกเราเป็นรายบุคคลว่าชื่ออะไร? ภูมิลำเนาเดิมมาจากจังหวัดไหน? และ กำลังเรียนอะไร? อยู่ที่มหาวิทยาใด? เท่ากับว่าพระองค์ทรงมีความห่วงใยถึงสวัสดิการของพวกเราทุกๆคน และหลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับพวกเรา

ทั้งนี้ผมได้รับทราบจาก “คุณรัสมี จงเจริญ” นักสังคมสงเคราะห์ที่ทำประโยชน์ให้แก่คนไทยมากมายที่เป็นคุณแม่ของคุณนริศรา จงเจริญ ทศานนท์หนึ่งในผู้นำลูกคลื่นใหม่ของสังคมไทยในแอลเอขณะนี้ซึ่งเมื่อคุณรัสมี จงเจริญยังมีชีวิตอยู่โทรศัพท์มาบอกผมว่า “ได้เห็นภาพหมู่ที่มีผมอยู่ด้วยครั้งที่พ่อหลวงเสด็จมานครลอสแอนเจลิส ที่ตีพิมพ์ลงใน “นิตยสารสกุลไทย” และเก็บไว้ในห้องสมุดวัดไทยลอสแอนเจลิส”แสนเสียดายที่ผมไปหาแล้วแต่ไม่พบ!!!

เนื่องจากครั้งนั้นผมเป็นเด็กบ้านนอก ไม่เคยใช้คำราชาศัพท์เลยแม้แต่น้อย และเมื่อผมตอบคำถามที่พระองค์ท่านทรงถาม ผมมักจะจบด้วยคำว่า “ขอรับ”และผมจำได้อย่างแม่นยำว่าเพื่อนๆในกลุ่มต่างก็พากันหัวเราะกิ๊กๆกั๊กๆ

เมื่อนึกถึงครั้งนั้นแล้วผมแสนซาบซึ้งจนน้ำตารื้นขอบตา เราจำได้ว่าพ่อหลวงทรงตรัสสวนด้วยพระพักตร์แย้มพระสรวลขึ้นมาว่า “ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์กันหรอก ขอให้พวกเราเป็นกันเองก็แล้วกัน”และผมค่อยๆปรายตาแอบมองดูพระพักตร์ของของสมเด็จพระบรมราชินีนารถก็เห็นว่า พระองค์ก็ทรงแย้มพระสรวลด้วยเช่นกัน

และตอนหนึ่งที่พระองค์ท่านฯทรงมอบพระบรมราโชวาทแก่พวกเราว่า “เมื่อท่านทุกคนจบการศึกษาแล้ว ขอให้นำความรู้ ความสามารถกลับไปช่วยกันพัฒนาประเทศ” โดยพระองค์ท่านทรงตรัสย้ำว่า “การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นใบเบิกทางให้กับชีวิตของพวกท่านแต่ละคน และ ครอบครัว”

คราวนี้ผมขอวกกลับมาย้อนเล่าถึงว่า เพราะเหตุใด? และเพราะทำไม? ผมจึงตัดสินใจเข้าไปทำงานอยู่ในแวดวงการศึกษาของประเทศไทย ณ “มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่”ตั้งแต่ปีค.ศ. 2011 ตั้งแต่ผมย้ายกลับไปเชียงใหม่เรื่อยมา!!!

เมื่อสิบปีก่อนครั้งที่ผมเดินทางกลับไปเมืองไทยใหม่ๆ โดยวันหนึ่งเพื่อนสนิทซึ่งเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”ได้โทรศัพท์ชวนผมเข้าร่วมฟังแขกรับเชิญจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ที่ไปบรรยาย ณ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

เนื่องจากครั้งนั้นผมเพิ่งกลับประเทศไทยและไม่เคยทราบมาก่อนว่ามหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่อยู่ที่ไหน? ผมจึงได้ว่าจ้างรถมอเตอร์ไซด์ให้ขับนำหน้าผมไปที่นั่นทั้งๆที่อยู่ไกลจากบ้านผมเพียงสิบห้านาที!!!

และเมื่อผมเดินทางไปถึงสถานที่การบรรยาย แล้วก็พบว่าสถาบันการศึกษาแห่งนี้มีบรรยากาศที่ร่มรื่นน่ามองทัศนียภาพเขียวชะอุ่มเต็มไปด้วยร่มเงาของต้นไม้ และเมื่อเดินทางมาถึงตึกบรรยาย ผมก็ได้พบเห็นสาวสวยท่านหนึ่งเดินมากับอาจารย์ชายอีกท่านหนึ่ง ที่ทั้งสองส่งรอยยิ้มมาแต่ไกลทราบต่อมาภายหลังว่าสุภาพสตรีท่านนั้นก็คือ “รองอธิการบดีอาจารย์ชุติมา ชวสินธุ์” ลูกสาวคนโตของ “ท่านอธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์” ส่วนอาจารย์ชายท่านนั้นก็คือ “อาจารย์เสวตร์ ตาจุมปา” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารคนสำคัญอีกคนหนึ่งของสถาบันแห่งนี้

ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ผู้ก่อตั้งและอธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

และเมื่อการบรรยายจบลงแล้ว ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ก็ส่งรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิตอันดีมาให้กับผม และท่านก็ให้เกียรติเดินเข้ามาทักทายผมอีกด้วย

จากนั้นท่านกับผมก็เดินลงจาก “อาคารห้องรัฐมนตรี” ระหว่างที่เดินคุยกันอยู่ท่านก็เอ่ยถามว่า ผมมาจากไหน? และ กำลังทำอะไรอยู่?

และก่อนที่ผมจะขึ้นรถเดินทางกลับบ้าน ท่านอธิการบดีฯ ก็ได้ยื่นหนังสือเล่มเล็กๆเล่มหนึ่งให้ผม ซึ่งในหนังสือเล่มนี้บอกเล่าถึงความเป็นมาว่าเพราะเหตุใด? และทำไม? ท่านจึงตัดสินใจก่อตั้ง มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

เมื่อผมกลับถึงบ้านผมก็เริ่มเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ทันที อ่านแล้วก็รู้สึกประทับใจในวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่านอธิการบดีณรงค์เกี่ยวกับแรงบันดาลใจที่ทำให้ท่านก่อตั้งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่โดยผมจะขอนำมาเล่าในตอนต่อๆไป

อนึ่งจากการประชุมคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน โดยผมขอเกริ่นถึงคณะกรรมการของสภามหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ที่ได้เรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาอาชีพต่างๆมาร่วมเป็นคณะที่ปรึกษา ที่ถือว่าเป็นการระดมมันสมองสำคัญๆให้เข้าร่วมกันชี้แนะต่อท่านอธิการบดีฯและคณะผู้บริหารอีกต่อหนึ่งนั่นเอง!!!

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมก็ได้เข้าร่วมการประชุมออนไลน์ทางซูมด้วยเช่นกัน โดยเริ่มต้น “ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์โชติ ธีตรานนท์”นายกสภาคณะกรรมการมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ได้กล่าวต้อนรับคณะกรรมการสภาฯ โดยกล่าวว่า “อธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ และ รองอธิการบดีชฎิลรัตน์ อัศววิวัฒน์พงศ์ ภรรยาของท่านอธิการฯ ได้รวบรวมเงินทองเพื่อก่อตั้ง มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ แห่งนี้ขึ้นมา

รองอธิการบดีชฎิลรัตน์ อัศววิวัฒน์พงศ์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่และอาจารย์ใหญ่โรงเรียนชินวรที่กรุงเทพฯ

โดยผมใคร่ขอเสริมเพิ่มเติมอีกว่าครั้งที่ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์โชติ ธีตรานนท์  หรือที่ผมเรียกท่านว่า “อาจารย์หมอ”ยังดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่นั้น ท่านได้ให้คำปรึกษาต่อท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ก่อนหน้าที่จะก่อตั้งมหาวิทยาลัยเรื่อยมา โดยอาจารย์หมอมักจะบอกว่า “การบริหารงานด้านการศึกษาเป็นงานที่แสนยาก” แต่กลับปรากฏว่า ท่านอธิการบดีฯรับคำท้ายอมเสี่ยง โดยท่านสามารถถือหางเสือนำพา “มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่” ฝ่าฟันอุปสรรคคลื่นลมมาแล้วนานกว่ายี่สิบปี!!!

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้น อธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ และ รองอธิการบดีชฎิลรัตน์ อัศววิวัฒน์พงศ์ ศรีภรรยาของท่านถือเป็นปูชนียบุคคลที่ท่านทั้งสองได้สร้างคนดีให้บ้านเมืองและยังได้สร้างผลงานต่างๆหล่อหลอมเสริมสร้างความรู้ให้แก่ลูกหลานเยาวชนเด็กไทยมาแล้วหลายพันหลายหมื่นคน และสถาบันการศึกษาเล็กๆแต่อบอุ่นแห่งนี้จะยืนหยัดอยู่คู่กับสังคมไทยไปอีกตราบนานเท่านาน ซึ่งผมจะนำเรื่องราวดีๆน่าฟังต่างๆมาเล่าในครั้งต่อๆไปละครับ.

ความทรงจำที่มิมีวันลืม - Siam Media - สยามมีเดีย

โดย…ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย  ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่


ผู้ประกาศข่าว : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มนช. ประกาศข่าวเมื่อ : 9 ธันวาคม 2565
×
| |