จะมีนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จของประเทศไทยสักกี่คน ที่จะยอมควักกระเป๋าลงทุนก่อตั้งมหาวิทยาลัย โดยไม่หวังกำไรและยินยอมที่จะต้องขาดทุน!!!
นั่นจึงเป็นที่มาของบทความนี้ที่ “คุณอรรคเดช ศรีพิพัฒน์” เจ้าของหนังสือพิมพ์สยามมีเดียได้ขอร้องให้ผมเขียนเรื่องของ “อธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์” แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

เมื่อครั้งที่ดร.ณรงค์วัย 58 ปี ท่านประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจสูงเป็นอย่างมาก และแทนที่ท่านจะมุ่งทำแต่ธุรกิจที่ทำเงินเหมือนคนทั่วๆไป แต่ดูเหมือนว่านั่นจะมิใช่นิสัยของท่าน
อนึ่งสิบแปดปีก่อน ดร.ณรงค์เล็งเห็นว่าท่านยังมีงานสำคัญที่จะต้องทำเพื่อสังคมและเยาวชน นั่นก็คือ “ท่านต้องการก่อตั้งมหาวิทยาลัย” และเมื่อเพื่อนๆของท่านหลายๆคนทราบจุดประสงค์ของท่านต่างคัดค้าน โดยเสนอแนะให้ท่านพักผ่อนใช้เงินที่มีอยู่อย่างสบายๆ!!!
แต่ดร.ณรงค์ไม่ละทิ้งปณิธานที่ท่านตั้งใจเอาไว้ ท่านจึงมุ่งมั่นเดินหน้าทำตามเจตนารมณ์ที่ท่านหมายมั่นเอาไว้ ทั้งๆที่ท่านมองว่า การตั้งมหาวิทยาลัยเป็นงานใหญ่ที่แสนยาก อีกทั้งท่านยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลย
ทั้งนี้นิสัยของท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์นั้นเมื่อท่านตัดสินใจทำอะไรแล้ว ไม่มีคำว่าถอยหลังแต่อย่างใด
แรงดลใจในการตั้งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ของท่านอธิการณรงค์ ชวสินธุ์ มีสามประการด้วยกันอันได้แก่
แรงดลใจที่ยิ่งใหญ่คือในปีท่านก่อตั้งมหาวิทยาลัยเป็นช่วงปี 2542 เป็นวโรกาสสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้ามีพระชนม์พรรษาครบ 72 ปี โดยท่านและครอบครัวมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านและราชวงศ์จักรีเป็นอย่างสูง
อีกทั้งท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์เชื่อว่าไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกที่จะทรงรักและทำเพื่อประชาชนได้เท่าเทียมกับรัชกาลที่ 9
โดย ดร.ณรงค์ต้องการจะมีส่วนร่วมในการร่วมเฉลิมฉลองเทิดไท้พระองค์ท่าน
โดยแท้จริงแล้วท่านอธิการบดีได้เน้นว่าแรงดลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่ ท่านเคยรับฟังพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงตรัสว่า
“การให้เป็นความสุขที่แท้จริง ไม่มีการให้ใดเสมอเหมือนเท่ากับการให้การศึกษาเพราะการให้การศึกษาเป็นการให้ที่สมบูรณ์ครบถ้วน….”
แรงดลใจที่สองก็เพื่อทดแทนคุณของแผ่นดิน
และแรงดลใจที่สามเพื่อทดแทนผู้มีพระคุณและสถาบันต่างๆที่ท่านได้รับการศึกษามา
ถึงแม้ว่า ดร.ณรงค์จะไม่มีประสบการณ์ทางด้านบริหารมหาวิทยาลัยมาก่อนเลย แต่ท่านมีความมุ่งมั่นและมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวที่จะต้องทำให้ได้!!!
อาคารสวยงามแปดอาคารใหญ่ๆที่ตั้งเด่นอย่างเป็นสง่าบนเนื้อที่สองร้อยไร่ ที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านเป็นผู้สร้างด้วยมือของท่านเองทั้งสิ้น
จากวุฒิการศึกษาที่ท่านจบสาขาวิศวกรรมโยธา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับ2) และปริญญาโทสาขาวิศวกรรมโยธา (โครงสร้าง) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียรวมถึงประสบการณ์ที่ ดร.ณรงค์บ่มเพาะอันเป็นเวลายาวนานกว่าสี่สิบปี ในการเป็นทั้งวิศวกรซึ่งมีประวัติการทำงานด้านบริหารมาอย่างยาวนาน น่าจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ท่านมีความเชื่อมั่นว่า “สามารถก่อสร้างมหาวิทยาลัยให้สำเร็จได้ ด้วยตัวของท่านเอง”
จากการที่ผมสังเกตท่านในช่วงสี่ปีกว่าๆที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมรู้ได้อย่างลึกซึ้งเลยว่า อธิการบดีดร.ณรงค์ ท่านเป็นคนที่รอบคอบและมีความละเอียดลออในทุกๆด้าน จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่านได้กลายเป็นจริง จนก่อให้เกิดมหาวิทยาลัยนอร์ท- เชียงใหม่ มาตราบเท่าทุกวันนี้!!!
ทั้งนี้ตอนที่ท่านอธิการฯเริ่มก่อสร้างมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่แรกๆนั้น บริเวณมหาวิทยาลัยล้วนแล้วแต่เป็นทุ่งนาเขียวๆแทบทั้งสิ้น แต่ขณะนี้ในบริเวณมหาวิทยาลัยฯและรอบๆได้กลายเป็นเมืองที่เจริญไปเรียบร้อยแล้ว
โดยครั้งนั้นท่านอธิการได้สร้างอาคารเล็กๆเอาไว้หลังหนึ่ง เพื่อใช้พำนักพักอาศัยขณะที่ท่านกำลังดำเนินการก่อสร้าง และถึงแม้ว่าขณะนี้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปแล้วกว่า 17 ปี แต่ด้วยความถ่อมตนของ ดร.ณรงค์ ซึ่งท่านก็ยังคงใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่พักอาศัยของท่านกับครอบครัว
ทั้งนี้ความมุ่งมั่นตั้งใจของท่านอธิการบดีที่ต้องการจะให้มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่เป็นสถาบันการศึกษาที่อบอุ่น บรรดานักศึกษาเปรียบเสมือนบุตรหลานได้กลายเป็นจริง โดยหลักใหญ่ๆที่ท่านต้องการเป็นอย่างมากก็คือต้องการให้นักศึกษาของท่านทุกๆคนมีจิตอาสาทำเพื่อประเทศชาติและสังคม โดยท่านกล่าวอีกว่า อย่างน้อยก็ขอให้นักศึกษาของท่านเป็นคนดีมีความกตัญญูรู้คุณคน ไม่เป็นภาระต่อสังคมและสามารถช่วยเหลือครอบครัวได้ ท่านก็พึงพอใจแล้ว
อีกทั้งท่านอธิการบดีต้องการให้นักศึกษาทุกคนค้นพบจุดเด่นเฉพาะทางของตนเอง โดยท่านต้องการให้สถาบันการศึกษาของท่านแห่งนี้เป็นแหล่งพัฒนาให้เยาวชนของไทยก้าวไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!!!
ความเมตตาอารีของ ดร.ณรงค์ต่อคนที่ท่านพบปะนั้น นับว่าเป็นนิสัยประจำตัวของท่าน
และเนื่องจากท่านอธิการบดีเติบโตในตลาดวโรรส ใจกลางของจังหวัดเชียงใหม่ทำให้ท่านเข้าใจเป็นอย่างดีถึงความยากลำบากในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ซึ่งผมคิดว่าท่านอธิการบดีได้ใช้ประโยชน์ข้อนี้เป็นตัวจุดประกายให้ท่านสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกๆด้านของท่านได้เป็นอย่างดี จนทำให้ท่านเป็นคนอดทน และเป็นนักแก้ปัญหาตัวยง
การแก้ปัญหาประจำวันให้แก่บุคลากรกว่าหนึ่งร้อยคนและนักศึกษากว่าสองพันคน นับว่าเป็นงานที่ท้าทาย แต่ทว่าท่านอธิการสามารถเอาชนะอุปสรรคโดยใช้ ความรอบคอบ ความเมตตา และความเข้าใจเอาใจใส่ของท่านให้แก่บุคคลากรทุกคนที่ต่างช่วยกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย
ซึ่งท่านได้เล่าให้ผมฟังว่า “ท่านเข้าใจใจของคนเป็นอย่างดี อีกทั้งท่านดูแลคนมาแล้วแทบทุกระดับ แต่ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยท่านต้องบริหารคนที่มีการศึกษา ซึ่งเป็นการยากยิ่งกว่า” แต่ผมเล็งเห็นแล้วว่า ที่ท่านสามารถปกครองบุคลากรมาได้ ก็เนื่องจากเพราะท่านมีความจริงใจที่จะให้
ในช่วงสิบเจ็ดปีที่ผ่านมานี้ ท่านอธิการบดีต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆมาแล้วอย่างมากมายก็ตาม แต่ท่านกลับมองไปว่า นั่นเป็นแค่เพียงพายุใหญ่ที่พัดผ่านเข้ามาเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ท่านยังคงมุ่งมั่นยืนหยัดแก้ไขปัญหาทุกๆอย่าง โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆทั้งสิ้น
ทั้งนี้จะเห็นได้เกี่ยวกับเงินสนับสนุนช่วยเหลือที่ภาครัฐจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือระหว่างมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกากับเมืองไทยแตกต่างกันอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ
ความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯนั้นจะเห็นได้จากรัฐบาลสหรัฐฯได้มีส่วนค้ำจุนทุ่มเทเงินสนับสนุนให้แก่มหาวิทยาลัยเอกชนสูงทีเดียวจึงทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนมีความเข้มแข็งและมีมหาวิทยาลัยเอกชนหลายๆแห่งในสหรัฐฯมีความแข็งแกร่งเหนือกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐบาลด้วยซ้ำไป
แต่สำหรับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่เงินทุกบาททุกสตางค์นั้น ท่านอธิการฯต้องควักกระเป๋าเองทั้งสิ้นตราบเท่าทุกวันนี้
ส่วนค่าเล่าเรียนที่นักศึกษาจ่ายมาให้นั้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเอง
ส่วนการที่จะหวังขอให้รัฐบาลไทยยื่นมือเข้ามาให้การสนับสนุนนั้น มองๆไปแล้วยากยิ่งจนแทบไม่มีทางเป็นไปได้เอาเสียเลย!!!
อีกสามปีข้างหน้า 4G Park ซึ่งมีเนื้อที่เจ็ดสิบไร่ก็จะกลายเป็นสถานที่พักผ่อนของชุมชน ขณะนี้มีสระใหญ่สองสระ และยังมีเหล่าบรรดาพืชพันธุ์ไม้ใหญ่น้อยต่างๆที่กำลังเจริญเติบโต โดยท่านอธิการฯหวังและตั้งใจที่จะให้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งค้นคว้าและวิจัยทางด้านเศรษฐกิจพอเพียงและงานภาคเกษตรกร ที่ท่านตั้งใจเอาไว้ช่วยเหลือ ชาวสวน ชาวไร่ให้สามารถเพิ่มผลผลิตที่มีทั้งคุณภาพ ปริมาณ และเพื่อลดต้นทุนอีกด้วย
สำหรับการสร้างพันธมิตรกับสถาบันต่างประเทศนั้น ท่านอธิการฯก็มีอย่างเต็มเปี่ยมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้มหาวิทยาลัยชั้นนำจากสหรัฐอเมริกาได้เดินทางไปสร้างพันธมิตรทางด้านวิชาการกับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ อาทิเช่น มหาวิทยาลัยเพอร์ดู รัฐอินเดียน่า มหาวิทยาลัยบริคัม ยัง รัฐยูทาห์ และ วีเบอร์ เสตทยูนิเวอร์ซิตี้ รัฐยูทาห์
อีกทั้งมหาวิทยาลัยนอร์ทฯยังมีพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และพม่า เป็นต้น
อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ยังมีบุคคลากรระดับมันสมองสำคัญอีกท่านหนึ่งที่ผมไม่สามารถพลาดที่จะเอ่ยได้ นั่นก็คือ
“ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์โชติ ธีตรานนท์” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สองสมัย ซึ่งนับว่าท่านเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยโดยในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ท่านรับทำหน้าที่เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย
และเป็นที่น่าสนใจอีกว่ามหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ คือหนึ่งในสามมหาวิทยาลัยเอกชนของจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนอีกเก้าสถาบันล้วนแล้วแต่เป็นของภาครัฐทั้งสิ้น
ทั้งนี้ท่านอธิการฯยังมีกำลังสำคัญๆอีกสามคนก็คือ รองอธิการบดีชฎิลรัตน์ อัศววิวัฒน์พงศ์ ศรีภรรยาคู่ใจ และ ธิดาของท่านรองอธิการบดีชุติมา ชวสินธุ์ และยังมีบุตรชายผู้ช่วยรองอธิการบดีชินวร ชวสินธุ์ ซึ่งต่างจบวิศวกรรมศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งสองคน และจบในระดับปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกาทั้งสองท่านอีกด้วย
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่กำลังก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งภายใต้การนำของดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ที่ท่านเป็นทั้งนักบุกเบิก นักพัฒนา นักริเริ่ม นักบริหารที่เก่งกาจหาตัวจับยาก โดยท่านใช้ชีวิตอย่างสมถะน่านำมาเป็นแบบอย่างที่ดี และเหนือสิ่งอื่นใดของท่านก็คือ เป็นผู้ให้ความรู้ต่อเยาวชนลูกหลานไทยที่ไม่เล็งเห็นว่า มหาวิทยาลัยของท่านเป็นแหล่งธุรกิจที่กอบโกยเงินทองละครับ.
บทความโดย ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
|
|